
ทั้งนี้ เซ็ปเป้มีรายได้จากการขายในต่างประเทศงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 ทำได้ 4,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศคิดเป็น 81% ของรายได้จากการขายรวม โดยตลาดที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ที่มีกระแสตอบรับของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับศิลปิน SEVENTEEN แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของแบรนด์ Mogu Mogu ส่งผลต่อยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น ด้านยุโรปและฝรั่งเศส ก็สามารถขยายช่องทางการจัดจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทวีปอเมริกาก็เริ่มขยายเข้าสู่ช่องทาง Mainstream ที่เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่นได้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนตลาดในประเทศ เซ็ปเป้มีรายได้จากการขายงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่ 1,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเติบโตหลักๆ มาจากผลิตภัณฑ์คอลลาเจนชนิดผง เซ็ปเป้ บิวติ พาวเดอร์ สติกซ์ (Sappe Beauti Powder Stix) ที่สามารถทำยอดขายได้ดีในช่องทาง Traditional Trade และ E-Commerce ด้วยจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย และยังไม่มีคู่แข่งในตลาดนี้โดยตรง จึงเตรียมออกสูตรใหม่เพิ่มในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมแบรนด์ All Coco มีการเติบโตและมีดีมานด์สูงจากกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAPPE กล่าวว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2567 คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะอยู่ในช่วง Low Season ของธุรกิจ บริษัทฯได้เดินหน้าขยายฐานลูกค้าผ่านหลายช่องทาง ทั้งห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงจัดกิจกรรมการขายและการตลาดต่อเนื่องในทวีปต่างๆ โดยยังมีแผนปล่อยแคมเปญพิเศษของ Mogu Mogu ที่ทำกับ SEVENTEEN เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโมเมนตั้มและกระแส Brand Love ให้กับแบรนด์ในตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยอดขายในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ ได้เดินหน้าขยายกำลังการผลิต โดยในเดือนเมษายน 2567 ได้ติดตั้งไลน์การผลิตไลน์บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มใหม่และเริ่มเดินหน้าผลิตสินค้าเพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในส่วนของโรงงานใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับการเติบโตของยอดขายปี 2568 ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งยังเป็นไปตามแผนการ Commercialization ในช่วงไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน บริษัทฯได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) ของโรงงานแห่งใหม่และการเพิ่มเติมไลน์การผลิตจำนวน 3 ไลน์ เริ่มตั้งแต่ปี 2567 2568 2569 ตามลำดับ เพื่อส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทย และช่วยลดอัตราภาษีเงิน ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษี 5 ปี ตามลำดับ
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon