มิติหุ้น – ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.5 พันล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 2 ปี 6 เดือน ของ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) ที่ระดับ “BBB” โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปชำระคืนหนี้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ JMART ที่ระดับ “BBB+” และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีหลักประกันชุดปัจจุบันที่ระดับ “BBB” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ “Stable” หรือ “คงที่”
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ของบริษัทถูกปรับลดลงจากอันดับเครดิตองค์กร เนื่องจากความด้อยสิทธิกว่าในเชิงโครงสร้างของภาระหนี้เงินกู้ยืมไม่ด้อยสิทธิ เมื่อเทียบกับสิทธิเรียกร้องในการชำระคืนหนี้จากสินทรัพย์ดำเนินงานของบริษัทย่อยในกลุ่ม ณ เดือนธันวาคม 2567 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมอยู่ที่ 61% ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหนี้ของบริษัทอยู่ในสถานะเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจากการเรียกร้องต่อสินทรัพย์ดำเนินงานของบริษัท
อันดับเครดิตองค์กรยังคงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจในระดับปานกลางของ JMART ซึ่งมีรายได้หลักจากบริษัทในกลุ่มสามแห่ง ได้แก่ บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT, อันดับเครดิต “BBB+/Stable”) ซึ่งเป็นบริษัทลูกหลักที่ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (JMB) ซึ่งประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J-Asset) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้สินรวมของบริษัท ซึ่งวัดโดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว จะลดลงจาก 3.8 เท่าในปี 2567 เป็น 3.4 เท่าในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าหนี้สินรวมของบริษัทจะลดลงแม้ว่า EBITDA จะลดลงก็ตาม เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับการชำระคืนหุ้นกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง JMT ซึ่งเป็นบริษัทลูกหลัก คาดว่าจะดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในปี 2568 ที่ระดับประมาณ 1.1 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับ 4-9 พันล้านบาทในช่วงปี 2564-2566
ทริสเรทติ้งคาดว่าสถานะแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของกลุ่ม JMART จะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ในมุมมองของทริสเรทติ้ง นโยบายของกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการชำระหนี้มากกว่าการขยายการลงทุนในปี 2568 สะท้อนถึงแนวทางที่รอบคอบในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
บริษัทมีหุ้นกู้มูลค่า 3.9 พันล้านบาทที่จะครบกำหนดในปี 2568 โดยได้จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งสามารถใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ นอกจากนี้ บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้เพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนบางส่วนสำหรับการรีไฟแนนซ์ รวมถึงเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยบรรเทาความกังวลด้านสภาพคล่อง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัทในปี 2568
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่ากลุ่มบริษัทจะปรับแผนการลงทุนในช่วงสองปีข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษาภาระหนี้สินทางการเงินให้อยู่ในระดับปัจจุบัน
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
โอกาสการปรับเพิ่มอันดับเครดิตค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น สำหรับในระยะยาว แนวโน้มอันดับเครดิต/อันดับเครดิตอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นหากมีการปรับปรุงสถานะความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญจากการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลูกต่าง ๆ ในขณะที่ภาระหนี้สินทางการเงินได้รับการบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นจากการเสื่อมถอยอย่างมีนัยสำคัญในผลการดำเนินงานของบริษัท และ/หรือจากการลงทุนในเชิงรุกที่ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon