แบงก์ชาติ ตั้งต้น 1 แสนล้านยกSMEs ย้ายธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว

147

ธปท. เผยร่วมมือ 8 แบงก์พาณิชย์ หนุนSMEs ปรับตัวเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ปล่อยกู้แล้ว 60% ครบกำหนดโครงการสิ้นปี 68 ประเมินผล พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ หาพันธมิตร หารือเพิ่มมาตรการภาษี สร้างนักรบพันธ์ุใหม่โตยั่งยืน ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส” รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.)   กล่าวในหัวข้อ “ลดช่องว่างกับหน่วยงานกำกับดูแล (Catching up with the regulators)” ในงาน “Sustainability Week Asia”  มองถึงแนวทางการจัดหาเงินทุนสำหรับการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันมีการเพิ่มขึ้นเป็ 2 เท่า แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการปรับตัวเปลี่ยนผ่านสู่”เศรษฐกิจใหม่” เพราะใช้ไปกับการลดผลกระทบมากกว่าการปรับตัว

ทั้งนี้ ประเทศไทย ยังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งสหรัฐอเมริกาลดบทบาทการมุ่งสู่การแก้ไขปัญหาClimate Change กฎระเบียบให้ภาคธุรกิจทำการค้าระหว่างประเทศ ต้องรายงานข้อมูล และระบบการซื้อขายคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่วนใหญ่ การจ้างงานถึง 70% ถือเป็นห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ที่สำคัญในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ ให้กับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ โดยวิธีการพัฒนา SMEs มี 2 แนวทางคือ การพัฒนากรอบการจำแนกประเภทกิจกรรมที่ยั่งยืน (Taxonomy) การทดสอบภาวะวิกฤติของธนาคาร (Stress Testing) และการพัฒนาศักยภาพธุรกิจ

ปล่อยกู้ 60% จุดเริ่มยก SMEs ไทยยั่งยืน

ทั้งนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับ 8 สถาบันการเงินของไทยร่วมกันสนับสนุนเงินทุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวมูลค่าวงเงินราว 100,000 ล้านบาท ที่มีความคืบหน้าแล้วปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 60% ให้ใช้ในการลงทุนต่างๆ เช่น ติดโซลาร์ลดการใช้พลังงาน  หรือวางระบบภายใน เพื่อให้ธุรกิจยั่งยืนในอนาคต โดยโครงการมีระยะเวลา 2 ปี สิ้นสุดในปี 2568 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับ SMEs ไทยเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาธุรกิจเชื่อมต่อกับซัพพลายเชน ให้ก้าวสู่่ตลาดโลกที่ต่างมุ่งสู่ความยั่งยืน

“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงเงินทุนอย่างเดียว แต่จะต้องเติมความรู้ การพัฒนากลยุทธ์ เทคโนโลยี หาพันธมิตรธุรกิจเพื่อให้เชื่อมต่อกับซัพพลายเชนด้านความยั่งยืนได้อย่างแข็งแกร่ง ให้ก้าวสู่ตลาดในเวทีโลก รวมถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ ในการให้สิทธิประโยยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษี เพื่อเกิดการปรับตัว”

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมหนัก เป็นธุรกิจดั้งเดิมเป็นหลัก จึงต้องช่วยเหลือให้ปรับตัวลดคาร์บอนในภาคการผลิต จึงต้องร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงกับคู่ค้าในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่าน จะช่วยยกระดับSMEs ไทยได้โดยตรง ในการช่วยลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ให้กับสังคม เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง