“คนสร้างเมือง หรือ เมืองสร้างคน” ครั้งแรกในไทยที่ใช้ Mobility Data โดยทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ UddC ทำความเข้าใจวิถีชีวิตผู้คน 4 เมืองใหญ่ใน 4 ภูมิภาคของไทย พร้อมชวนคิดนโยบายการใช้พื้นที่และเวลาในเมืองให้เหมาะกับชีวิตคนตามช่วงวัยและความต้องการ

13

 

มิติหุ้น – 27 มีนาคม 2568 – ทรู คอร์ปอเรชั่น นำข้อมูลการเคลื่อนที่ของประชากรผ่านการใช้งานโทรศัพท์มือถือ (Mobility Data) และข้อมูลการใช้งานแพลตฟอร์มบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อจุดประกายความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนาเมือง และนำไปสู่การนำเสนอนโยบายสาธารณะที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้คนในสังคม

ในวันนี้ ทรู เปิดโครงการความร่วมมือกับศูนย์พัฒนาและออกแบบเมือง (Urban Design and Development Center – UddC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการ “Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น” โดยใช้ข้อมูล Mobility Data เพื่อทำความเข้าใจจังหวะชีวิตของผู้คนในเมือง สู่การตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างเมืองกับวิถีชีวิตของผู้คน อันจะนำไปสู่การออกแบบเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

จากการศึกษาครั้งนี้พบข้อมูลพฤติกรรมของผู้คนและเมืองที่น่าสนใจใน 3 มิติหลัก ดังนี้

  1. มิติพื้นที่เมือง ข้อมูล Mobility Data ทำให้สามารถเห็นพื้นที่หลักที่ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน ได้แก่ พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน และพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่น เช่น การพักผ่อน หรือพบปะสังสรรค์ การจำแนกพื้นที่ตามพฤติกรรมจริงในแต่ละเมือง เผยให้เห็นโครงสร้างการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละภูมิภาคที่มีบริบทแตกต่างกัน ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการวางผังและพัฒนาเมืองให้ตอบสนองกับการใช้ชีวิตจริงที่ซับซ้อน
  2. มิติเวลา ข้อมูลสะท้อนให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันของการใช้เวลาในแต่ละเมือง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ผู้คนต้องใช้เวลาเดินทางมาก ส่งผลให้เวลาสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมนอกบ้านลดลง ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการจัดสรรเวลา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประเมินคุณภาพชีวิตและความคุ้มค่าของการใช้เวลาของคนในแต่ละพื้นที่
  3. มิติพฤติกรรมคนเมือง เมื่อจำแนกตามช่วงวัย ข้อมูลเผยให้เห็นรูปแบบชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละเมือง เช่น วัยทำงานในกรุงเทพฯ มักเดินทางไกลเพื่อเข้าเมือง ขณะที่คนทำงานในเชียงใหม่หรือหาดใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ในละแวกบ้านมากกว่า ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุมักใช้ชีวิตอยู่ภายในย่านที่คุ้นเคย ทั้งนี้ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นโอกาสในการออกแบบเมืองให้เป็นมิตรกับทุกวัย โดยเฉพาะในบริบทของสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวมากขึ้น

Mobility Data สร้างความแตกต่างในการมองเมือง

ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีของไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น มองเห็นบทบาทของข้อมูลและเทคโนโลยีที่ก้าวไกลในการสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่าการสื่อสาร  Mobility Data คือเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำความเข้าใจเมืองยุคใหม่ เพราะสะท้อนพฤติกรรมของผู้คนแบบเรียลไทม์ เห็นการใช้ชีวิตในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำและครอบคลุม โครงการ ‘Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น’ คืออีกก้าวสำคัญของการนำศักยภาพเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับภาคการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า  “ทรูเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีและโครงข่ายที่ทันสมัย ไม่ควรหยุดอยู่แค่การสื่อสาร แต่ต้องสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในภาพรวมได้ด้วย โครงการ ‘Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น’ สะท้อนถึงพลังของ Mobility Data ที่ช่วยให้เข้าใจวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตในเมือง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการร่วมออกแบบเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตเมือง และจะเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเมืองไทยสู่อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

ข้อมูลเชิงลึกของเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายสาธารณะ

นายอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลโครงการนี้ กล่าวว่า “Mobility Data ช่วยให้เข้าใจเมืองในแบบที่ข้อมูลแบบดั้งเดิมไม่อาจระบุได้ โดยเฉพาะการสะท้อนพฤติกรรมของผู้คนแบบเรียลไทม์ พร้อมยกตัวอย่างข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การออกแบบเมืองที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน และผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะที่ตรงจุดมากขึ้น

“ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้เรามองเห็นภาพรวมการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองได้อย่างละเอียด เช่น พบว่าผู้คนในกรุงเทพมหานครมีภาระเวลาในการเดินทางมากกว่าจังหวัดอื่นๆ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ช่วงเวลาหลังเลิกงานที่ควรเป็นเวลาส่วนตัวและพักผ่อนกลับถูกลดทอนไป ขณะที่ประชาชนในเชียงใหม่และขอนแก่นสามารถใช้ชีวิตภายในรัศมีใกล้บ้านได้มากกว่า แสดงถึงความใกล้ชิดระหว่างที่อยู่อาศัย การทำงาน และพื้นที่ใช้ชีวิต

“ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สูงอายุยังใช้ชีวิตในย่านละแวกบ้านเป็นหลัก และแทบไม่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะที่ไกลออกไป ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึงและความปลอดภัยอย่างแท้จริง ในขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว หากรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางของกลุ่มวัยเกษียณอายุดำเนินต่อไปเช่นนี้ จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะอย่างไร นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่กลาง (Third Place) ที่ผู้คนใช้เพื่อสังสรรค์ พบปะ ทำกิจกรรม หรือพักจากชีวิตประจำวัน ซึ่งในบางเมืองยังมีจำนวนไม่เพียงพอ หรือมีเวลาการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง

“ข้อมูลเชิงพฤติกรรมเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาเปิดสวนสาธารณะ การจัดระบบขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาที่มีการใช้งานจริง หรือการวางแผนพื้นที่รองรับผู้สูงอายุในย่านที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่น ไม่ใช่เพียงบนแผนที่หรือแนวคิดเชิงผังเมืองเท่านั้น เมืองที่ดีจึงไม่ควรออกแบบเพียงแค่พื้นที่ แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนด้วย” อดิศักดิ์กล่าว

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon